หลักการดำเนินคดีแก่เด็กและเยาวชน

sayai2557-7เนื่องจากสถิติของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับยาเสพติด เนื่องจากปัญหายาเสพติดเป็นจุดเริ่มต้นที่กระตุ้นให้เกิดการกระทำผิดอื่นๆตามมาด้วย ประกอบกับกฎหมายให้ความคุ้มครองเด็กและเยาวชนมากการที่เด็กและเยาวชนถูกจับในคดีต่างๆ มักไม่ถูกดำเนินคดี แต่จะถูกส่งตัวเข้าสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน หรือศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน เมื่อครบกำหนดเวลาหรือศาลเห็นควรปล่อยตัวกลับสู่สังคม แล้วกลับออกมาอยู่ในสภาวะแวดล้อมเดิมๆส่งผลให้มีแนวโน้มกระทำผิดซ้ำ เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวซึ่งมีขั้นตอนต่างๆในการดำเนินคดีแบบพิเศษ โดยจะต้องเข้าโปรแกรมการบำบัด ฟื้นฟู ฝึกอบรม ก่อนที่จะปล่อยตัวกลับสู่สังคมภายนอก

การที่เด็กกระทำความผิดอาจเกิดจากบิดามารดาปล่อยปะละเลยหรือบุคคลอื่นชักจูงหรือส่งเสริม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) กำหนด ห้ามมิให้ผู้ใดบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด ผู้ฝ่าฝ่าฝืนต้องรับผิดทางอาญาจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นบิดามารดาหรือบุคคลอื่นใดอาจต้องรับโทษทางอาญาหากฝ่าฝืนกฎหมายโดยยินยอมให้เด็กกระทำความผิด เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต หากเด็กและเยาวชนได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ได้รับการส่งเสริมให้มีความประพฤติดี มีคุณธรรมและปลูกฝังให้มีจิตสำนึกที่ดี ย่อมเป็นผลดีแก่สังคมและประเทศชาติ

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเด็กและเยาวชนมีวุฒิภาวะที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งด้านการเรียนรู้ ด้านอารมณ์และพฤติกรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีประสบการณ์ในการดำรงชีวิตน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนกระทำความผิด ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนไว้เป็นพิเศษแตกต่างจากคดีธรรมดาทั่วไปเพื่อสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชน ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ดังกล่าว กำหนดให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีซึ่งเด็กและเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิดทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดตามพระราชบัญญัติอื่นๆ

Comments Off

สื่อใหม่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยหรือเยาวชนอย่างรวดเร็ว

“การใช้อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับเด็กควรเริ่มต้นที่พ่อแม่ ในฐานะที่เป็นผู้ปกครองควรรู้ว่าจะวางกฏเกณฑ์อย่างไรในการให้ลูกใช้ Social Media ตอนที่ท่านซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูกนั้น ท่านได้ให้วิธีการใช้ด้วยหรือเปล่า คุณไม่มีทางรู้เท่าทันสื่อได้ ถ้าคุณไม่เอาตัวเองออกจากกะลาหรือความเชื่อ เด็กที่ขาดความรู้เรื่องภูมิคุ้มกันสื่อ ลองมองดูผู้ใหญ่ที่เสพสื่อเพียงด้านเดียว สื่อมวลชนที่ไม่ได้บอกคุณทุกเรื่อง นี่คือข้อควรคิดสำหรับผู้ปกครองทุกท่าน

อะไรเกิดแล้วหรืออะไรที่มีอยู่แล้วนั้นดีหมด เพราะเราจะเลือกเฉพาะด้านดีๆ เช่นเดียวกันกับ ICT เด็กติดเกมส์ ติด Facebook เราสามารถนำสิ่งที่เด็กชอบนี้ เปลี่ยนมาเป็นอะไรที่ได้มากกว่าถ่ายรูปตนเอง ขึ้นอยู่กับครูว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กได้อย่างไร” คุณธาม ฝากข้อคิดถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง

หลายปีที่ผ่านมาสื่อใหม่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากมีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่ๆ ตลอดเวลา เช่นหากย้อนไปเมื่อสัก 10 ปีก่อน ใครจะคิดว่าโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิทยุ และกล้องถ่ายรูป จะมารวมกันได้ในอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว หรือใครจะคิดว่าอินเตอร์เน็ตจากช้าๆ จะกลายเป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและราคาไม่แพงได้

ด้วยความที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว บทบาทของผู้ผลิตสื่อ จึงมิได้อยู่ที่คนไม่กี่กลุ่ม แต่เป็นใครก็ได้ทั้งนั้นที่เข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าว มนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนจึงต้องเรียนรู้ให้ทันสื่อ เพราะเครื่องมือใหม่นี้ หากผู้ผลิตสื่อมีคุณธรรมจริยธรรม สื่อที่ออกมาก็จะเป็นสื่อที่ดี แต่หากไม่แล้ว สื่อใหม่นี้ก็อาจจะนำพาผู้รับสื่อเข้าสู่ด้านที่ไม่ถูกไม่ควรได้

เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ยุคสมัยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน สื่อใหม่ที่จะเข้ามานั้นย่อมมีทั้งบวกและลบ ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนทำได้คืออยู่ร่วมกับมัน และใช้สื่อใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวมให้มากที่สุด แต่การจะทำเช่นนั้นได้ ผู้ใช้สื่อเองก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกัน”

และภูมิคุ้มกันที่ว่า..ผู้ที่จะถ่ายทอดให้ได้ คงหนีไม่พ้นทั้ง “ครอบครัว” และ “การศึกษา”

Comments Off

แนวทางการป้องกันภัยจากอินเตอร์เน็ตสำหรับเด็กและเยาวชน

ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต คือเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ที่มีบทบาทอย่างกว้างขวางในด้านต่าง ๆ โดยผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชน และแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะมีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มากมาย แต่ก็มีอันตรายไม่น้อยสำหรับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลายเป็นแหล่งการเกิดปัญหาการล่อลวงเด็กและก่อให้เกิดความเสียหายกับตัวเด็ก ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาของการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อล่อลวงเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการล่อลวงไปข่มขืน ทำอนาจาร หรือการลักพาตัว โดยเฉพาะการพูดคุยในห้องแชตรูมผ่านอินเทอร์เน็ต ที่นำไปสู่การนัดพบกันซึ่งไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน นอกจากนี้เนื้อหาที่นำเสนอในหน้าเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงกันทั่วโลกมีจำนวนไม่น้อยที่นำเสนอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเด็กที่เกี่ยวกับความรุนแรง หรือการเสนอขายสินค้าที่ไม่เหมาะสม

ทั้งนี้แนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหานั้นควรจะให้ความร่วมมือกันของทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ควรสอดส่องดูแลการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างใกล้ชิด และให้คำแนะนำในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างถูกต้องด้วย และเพื่อให้ผุ้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น โดยผู้ปกครองต้องหันมากระตุ้นเตือนตนเองให้หันมาศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีให้มากขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาวะความเสี่ยงจากภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชนหรือลูกหลาน และสิ่งที่ผู้ปกครองจะต้องช่วยในการดูแลและสอดส่อง คือ

-ไม่ควรปล่อยให้เยาวชนหรือบุตรหลานเล่นอินเทอร์เน็ตตามลำพัง

-กระตุ้นให้เด็กเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็นในอินเทอร์เน็ตให้กับผู้ปกครองได้รับทราบ และให้ร้องขอความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาเมื่อพบกับปัญหา

-ทำความเข้าใจกับเด็กเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อป้องกันเด็กจากเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม

-ควรวางคอมพิวเตอร์ที่เด็กใช้ไว้ในที่เปิดเผย เช่น ห้องนั่งเล่น มากกว่าที่จะวางไว้ในห้องนอน หรือห้องส่วนตัว กลุ่มเยาวชน

-ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ชื่อโรงเรียน ที่ทำงาน หรือเบอร์ที่ทำงาน ของผู้ปกครองให้แก่บุคคลอื่น ที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต

-แจ้งให้ผู้ปกครองทราบโดยทันทีที่พบข้อมูลและรูปภาพใด ๆ บนอินเทอร์เน็ตที่หยาบคายไม่เหมาะสม

-ไม่ไปพบบุคลใดก็ตามที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ตโดยไม่ขออนุญาตจากผู้ปกครองก่อน

-ไม่ส่งรูปหรือสิ่งของใด ๆ ให้แก่ผู้อื่นที่รู้จักทางอินเทอร์เน็ต โดยมิได้ขออนุญาติจากผู้ปกครองก่อน

Comments Off

การติดโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเล่นอินเทอร์เน็ตอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่น

ณ โลกปัจจุบัน ที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่มีที่สิ้นสุด ได้ก่อเกิดนวัตกรรมที่สร้างความสะดวกสบายให้แก่มนุษย์ในหลายๆด้าน ไปมาหาสู้กันด้วยยานพาหนะ จัดส่งเอกสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ติดต่อค้าขายด้วยเครื่องคมนาคมและเส้นทางคมนาคมที่ทันสมัย ติดต่อสื่อสารกันด้วยเครื่องมือสื่อสาร เรียกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งในการอยู่รอดของมนุษย์ มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตในทุกๆด้าน

ในยุคปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน (smartphone) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น รวมไปถึงการเปิดตัวสมาร์ทโฟนหลากหลายยี่ห้อ ทำให้จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากรายงานในปี ค.ศ. 2012 พบว่าวัยรุ่นอเมริกัน ร้อยละ 37 ครอบครองโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.2011 กว่าร้อยละ 23 และมีถึงร้อยละ 95 ใช้บริการอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือของตน เช่นเดียวกันกับประเทศเกาหลี การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ในเด็กและวัยรุ่น เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 7.5 ในปี ค.ศ.2009 เป็นร้อยละ 67 ในปี ค.ศ.2012

โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ทำให้เกิดความสะดวกและเพลิดเพลินแก่ผู้ใช้ ซึ่งจะนำไปสู่การใช้ที่มากเกินไปได้ ในการศึกษาที่ได้ทำในเด็กวัยรุ่น 195 คนที่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดยให้วัยรุ่นกลุ่มนี้ทำแบบทดสอบพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน 2010 Smart-phone Addiction Rating Scale (SARS) และ The Young Internet Addiction Scale (YIAS) และแบบทดสอบ Youth Self Report (K-YSR) เพื่อประเมินอาการทางจิตและปัญหาด้านพฤติกรรม จากผลการทดสอบพบว่าในวัยรุ่นแต่ละราย มีคะแนนจากแบบทดสอบทั้งสามไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นได้ทำการแบ่งกลุ่มวัยรุ่นออกเป็นสี่กลุ่มตามพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ดังนี้ 1) low Internet/low smartphone (low-low) users 2) high Internet/high smartphone (high-high) users 3) low Internet/high smartphone (low-high) users และ 4) high Internet/low smartphone (high-low) users

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนต่ำ มีคะแนนจากแบบทดสอบทั้งสามต่ำกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทางตรงกันข้ามกลุ่มที่มีการใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสูง มีคะแนนจากแบบทดสอบสูงกว่ากลุ่มอื่น จากแบบทดสอบยังพบว่าในกลุ่มนี้มีอาการผิดปกติ เช่น อาการลงแดงหากไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต/โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน มีปัญหาทางการคิด มีอาการซึมเศร้าหรือกระวนกระวาย สมาธิสั้น และมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งมีโอกาสส่งผลต่อการเข้าสังคมและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กได้

Comments Off

การป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียนยกพวกตีกัน

teen.mthai19candy4
ความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นในสังคมปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆดังเราจะเห็นเป็นข่าวที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันทั่วไป มีการใช้อาวุธที่รุนแรงและอันตราย เช่น มีด ปืน วัตถุ ระเบิดความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นนำไปสู่สาเหตุการตายในเด็กวัยรุ่นมีจำนวนมากขึ้น นอกจากสาเหตุจากอุบัติเหตุจากยานยนต์ที่เคยเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง เด็กวัยรุ่นเป็นช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ วุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ การปรับตัวเข้าอยู่ในสังคมที่สำคัญโดยธรรมชาติของเด็กวัยรุ่น เป็นช่วงระยะเวลาแห่งการเรียนรู้หาประสบการณ์ อยากลองสิ่งแปลกใหม่และทำในสิ่งที่ท้าทาย

ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นยิ่งนับวันยิ่งทวีความรุ่นแรงมากขึ้นถือได้ว่าเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มของวัยรุ่นที่ดิ่มแอกกอฮอล์เป็นประจำ เมื่อดื่มฮอล์ก็จะทำให้ผุ้ดื่มขาดสติ จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายเหตุการณ์ทำให้สะเทือนขวัญเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทหรือการตีกันของเด็กวัยรุ่นหรือนักศึกษาต่างสถาบัน จนเป็นต้นเหตุของการได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต นับว่าเป็นการสูญเป็นอย่างมาก จากการกระทำที่ผิดๆของเด็กวัยรุ่นซึ่งสาเหตุมาจากการความคึกคะนอง ความรู้เท่าไม่ถึงการ หรืออาจจะรรวมถึงปัญหาจากทางบ้าน ทำให้วัยรุ่นขาดความยั้งคิดยั้งทำ

ที่ผ่านมาทางหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด เพื่อลดและป้องกันทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น ปัญหานี้ได้สร้างความเสียหายทั้งกับตัวนักศึกษาเองและชื่อเสียงของสถาบันอีกด้วย ปัจจุบันนี้นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษามีการประกาศสงครามกันผ่านทางอินเตอร์เน็ตในเว็บไซต์ต่างๆ โดยมีการเขียนคำท้าทายหรือประกาศว่าจะยึดสัญลักษณ์ เช่น หัวเข็มขัด ของสถาบันฝ่ายตรงข้ามให้ได้ รวมถึงใช้ถ้อยคำยั่วยุนักศึกษาสถาบันคู่อริ ซึ่งในช่วงที่ใกล้วันสถาปนาของแต่ละสถาบันการทำสงครามทางอินเตอร์เน็ตยิ่งรุนแรง และน่าเป็นห่วง

การออกมาตรการป้องกันเหตุนักเรียนนักศึกษาตีกัน

1.ให้ทางสถาบันการศึกษาแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นอาวุธนักศึกษาทั้งเข้าและออก รวมทั้งหลังจากที่นักศึกษากลับบ้านแล้ว
2.ติดตามศิษย์เก่าที่มีพฤติกรรมไม่ดี มายุแหย่รุ่นน้องให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดี
3.ติดตั้งกล้องวงจรปิดหน้าสถาบันการศึกษาให้มองเห็นฝั่งตรงกันข้ามเพื่อป้องกันเหตุ
4.ให้จัดกิจกรรมระหว่างสถาบันการศึกษา เช่น การพัฒนาวัด ทำบุญร่วมกัน
5.ให้สถาบันการศึกษาทำประวัตินักศึกษาชั้นปีที่ 1 ให้กับตำรวจ หากมีเหตุจะสามารถติดตามได้
6.ให้ตำรวจจัดอบรมนักศึกษาว่า การก่อเหตุดังกล่าวมีอัตราโทษร้ายแรง

Comments Off